วิธีย้ายเว็บไซต์ไปยัง Hosting ใหม่

ทำไมต้องย้าย Hosting

ไม่ว่าจะด้วยเหตุผลใดก็ตาม การย้าย Hosting หรือ Migrate เว็บไซต์ไปยังผู้ให้บริการรายใหม่เป็นสิ่งที่เจ้าของเว็บไซต์ต้องพบเจอสักครั้ง ไม่ว่าจะเป็นเพราะต้องการประสิทธิภาพที่ดีขึ้น ราคาที่ถูกลง พื้นที่เก็บข้อมูลมากขึ้น หรือ Uptime ที่มั่นคงกว่าเดิม

สาเหตุที่พบบ่อยที่สุดในการย้ายโฮสติ้ง ได้แก่:

ข่าวดีคือ การย้าย Hosting ไม่ใช่เรื่องน่ากลัว ถ้าทำตามขั้นตอนที่ถูกต้อง คุณสามารถ Migrate เว็บไซต์ได้โดยมี Downtime แทบเป็นศูนย์

ภาพรวมขั้นตอนการย้าย Hosting

ก่อนลงมือทำ ให้เข้าใจภาพรวมกระบวนการทั้งหมดก่อน เพื่อไม่ให้พลาดขั้นตอนสำคัญ:

  1. สมัคร Hosting ใหม่และรับข้อมูล Login
  2. Backup ไฟล์เว็บไซต์ทั้งหมดจาก Hosting เดิม
  3. Export ฐานข้อมูล MySQL จาก Hosting เดิม
  4. อัปโหลดไฟล์ไปยัง Hosting ใหม่
  5. Import ฐานข้อมูลและปรับค่าการเชื่อมต่อ
  6. ทดสอบเว็บไซต์ผ่าน IP หรือ Temporary URL
  7. เปลี่ยน DNS ไปชี้ยัง Hosting ใหม่
  8. รอ DNS Propagation และตรวจสอบอีกครั้ง
  9. ยกเลิก Hosting เดิม

Checklist ก่อนย้าย Hosting (เตรียมให้พร้อมก่อนลงมือ)

ความล้มเหลวส่วนใหญ่ในการย้ายเว็บไม่ได้เกิดจากขั้นตอนทางเทคนิคที่ยาก แต่เกิดจากการเตรียมตัวไม่ครบก่อนเริ่ม การมี Checklist ที่ชัดเจนช่วยให้คุณไม่ลืมข้อมูลสำคัญที่อาจหาไม่เจอตอนเว็บเก่าถูกปิดไปแล้ว ก่อนเริ่มย้ายจริง ให้ตรวจสอบรายการต่อไปนี้ให้ครบทุกข้อ:

รายการที่ต้องเตรียม รายละเอียด
ข้อมูล Login Hosting เดิม Control Panel, FTP/SFTP, ฐานข้อมูล MySQL — จดไว้ก่อนยกเลิกบริการ
สิทธิ์เข้าจัดการโดเมน/DNS ต้องเข้าแก้ A Record / Nameserver ได้ เพราะเป็นจุดสลับ Traffic จริง
รายการบัญชีอีเมล จด User/Password ทุกกล่อง และ MX Record ปัจจุบัน เพื่อย้ายให้ครบ
เวอร์ชัน PHP และ Extension เช็คว่าเว็บใช้ PHP รุ่นไหน ต้องการ Extension อะไรเป็นพิเศษหรือไม่
ขนาดเว็บและฐานข้อมูล ดูพื้นที่รวมเพื่อเลือกวิธีย้าย (Manual / Plugin) และแพ็กเกจปลายทาง
SSL Certificate ปัจจุบัน รู้ว่าใช้ใบไหน หมดอายุเมื่อไร เพื่อออกใบใหม่บน Hosting ปลายทาง

เมื่อรวบรวมข้อมูลครบแล้ว แนะนำให้เลือกช่วงเวลาที่จะย้ายล่วงหน้า โดยเลี่ยงช่วงที่เว็บมี Traffic สูงสุด เช่น ช่วงโปรโมชันหรือชั่วโมงเร่งด่วน และแจ้งผู้เกี่ยวข้องให้ทราบล่วงหน้า ทั้งหมดนี้คือการลงทุนเวลาเพียงไม่กี่นาทีที่ช่วยให้ขั้นตอนถัดไปราบรื่นและลดความเสี่ยงในการสูญเสียข้อมูลได้อย่างมาก

ขั้นตอนที่ 1: Backup ไฟล์จาก Hosting เดิม

การ Backup เป็นขั้นตอนที่สำคัญที่สุดและต้องทำก่อนสิ่งอื่นใด อย่าข้ามขั้นตอนนี้ไม่ว่าจะด้วยเหตุผลใด

Backup ด้วย File Manager ใน Control Panel

วิธีที่ง่ายที่สุดคือเข้า Control Panel ของ Hosting เดิม ไปที่ File Manager แล้วเลือกไฟล์และโฟลเดอร์ทั้งหมดใน public_html คลิกขวาแล้วเลือก Compress เพื่อบีบอัดเป็นไฟล์ .zip จากนั้น Download ไฟล์นั้นมาเก็บไว้ในเครื่องของคุณ

Backup ด้วย FTP/SFTP

อีกวิธีหนึ่งคือใช้โปรแกรม FTP เช่น FileZilla เชื่อมต่อกับ Hosting เดิมผ่าน SFTP แล้วลากไฟล์ทั้งหมดมาเก็บในเครื่อง วิธีนี้เหมาะเมื่อมีไฟล์จำนวนมากที่การ Compress ใน Control Panel อาจใช้เวลานาน

Export ฐานข้อมูล MySQL

ถ้าเว็บไซต์ของคุณใช้ฐานข้อมูล (เช่น WordPress, WooCommerce) ต้อง Export ฐานข้อมูลออกมาด้วย ทำได้โดยไปที่ phpMyAdmin ใน Control Panel เลือกฐานข้อมูลที่ต้องการ คลิก Export เลือก Format เป็น SQL แล้วกด Go เพื่อดาวน์โหลดไฟล์ .sql มาเก็บไว้

คำแนะนำ: ก่อน Export ฐานข้อมูล ให้จด ชื่อ DB, DB Username และ DB Password จาก wp-config.php ไว้ด้วย เพราะจะต้องใช้ในการตั้งค่า Hosting ใหม่ หรือสร้างฐานข้อมูลใหม่พร้อม User ใหม่ที่ Hosting ปลายทาง

ขั้นตอนที่ 2: อัปโหลดไฟล์ไปยัง Hosting ใหม่

เมื่อสมัคร Hosting ใหม่เสร็จแล้ว คุณจะได้รับอีเมลพร้อมข้อมูล Login สำหรับ DirectAdmin ทำตามขั้นตอนดังนี้:

สร้างฐานข้อมูลบน Hosting ใหม่

เข้าสู่ DirectAdmin ของ Hosting ใหม่ ไปที่ MySQL Management สร้างฐานข้อมูลใหม่พร้อม User และ Password ที่ต้องการ จดชื่อ DB, DB User, DB Password และ DB Host (ปกติคือ localhost) เอาไว้

Import ฐานข้อมูล

เปิด phpMyAdmin บน Hosting ใหม่ เลือกฐานข้อมูลที่เพิ่งสร้าง คลิก Import เลือกไฟล์ .sql ที่ Export มา แล้วกด Go รอจนกว่าจะ Import สำเร็จ ถ้าไฟล์ .sql มีขนาดใหญ่เกิน 50 MB อาจต้องใช้ BigDump หรือ WP CLI แทน

อัปโหลดไฟล์เว็บไซต์

ไปที่ File Manager ใน DirectAdmin ของ Hosting ใหม่ เข้าโฟลเดอร์ public_html แล้วอัปโหลดไฟล์ .zip ที่ Backup ไว้ จากนั้นคลิกขวาที่ไฟล์ .zip แล้วเลือก Extract เพื่อแตกไฟล์ออกมา

แก้ไขไฟล์ Config ให้ชี้ฐานข้อมูลใหม่

สำหรับ WordPress ให้เปิดไฟล์ wp-config.php แล้วแก้ไขค่าดังนี้ให้ตรงกับฐานข้อมูลที่สร้างบน Hosting ใหม่:

สำหรับ CMS อื่น ๆ ให้แก้ไขไฟล์ Config ที่เทียบเท่า เช่น configuration.php สำหรับ Joomla หรือ settings.php สำหรับ Drupal

ขั้นตอนที่ 3: ทดสอบเว็บไซต์ก่อนเปลี่ยน DNS

นี่คือขั้นตอนที่หลายคนข้ามไป แต่สำคัญมากในการลด Downtime เพราะถ้าทดสอบผ่านก่อนค่อยเปลี่ยน DNS ก็แทบไม่มี Downtime เลย

ทดสอบผ่าน IP Address

DirectAdmin จะแสดง IP Address ของ Server ใน Dashboard บางครั้งเรียกว่า Server IP คุณสามารถเข้าเว็บผ่าน IP ได้โดยตรงเพื่อตรวจสอบว่าทุกอย่างทำงานถูกต้อง แต่ลิงก์ภายในอาจชี้ผิดโดเมน ให้เช็คเฉพาะหน้าหลักและหน้าสำคัญก่อน

ทดสอบผ่าน Hosts File

วิธีที่แม่นยำกว่าคือแก้ไขไฟล์ Hosts ในเครื่องของคุณเพื่อบังคับให้โดเมนชี้ไปยัง IP ของ Hosting ใหม่ชั่วคราว โดยไม่กระทบผู้ใช้งานจริงที่ยังใช้ DNS เดิม:

หลังทดสอบเสร็จให้ลบบรรทัดนั้นออก การทดสอบนี้ทำให้คุณมั่นใจ 100% ว่าเว็บทำงานได้บน Hosting ใหม่ก่อนเปลี่ยน DNS จริง

สิ่งที่ต้องทดสอบ: หน้าหลัก, หน้า Login, การโพสต์บทความ, แบบฟอร์มติดต่อ, ระบบชำระเงิน (ถ้ามี), การแสดงผลรูปภาพทั้งหมด, ความเร็วในการโหลด และ SSL Certificate ว่าขึ้น HTTPS ถูกต้อง

ขั้นตอนที่ 4: เปลี่ยน DNS ไปยัง Hosting ใหม่

เมื่อทดสอบแล้วว่าเว็บทำงานสมบูรณ์บน Hosting ใหม่ ก็ถึงเวลาเปลี่ยน DNS โดยเข้าไปที่ผู้ให้บริการโดเมนหรือผู้ให้บริการ DNS ของคุณ แล้วแก้ไข A Record ของโดเมนหลักและ www ให้ชี้ไปยัง IP ของ Hosting ใหม่

ค่า TTL และการรอ Propagation

DNS Propagation คือระยะเวลาที่ผู้ใช้งานทั่วโลกจะเห็นการเปลี่ยนแปลง DNS โดยทั่วไปใช้เวลา 1–48 ชั่วโมง แต่ในความเป็นจริงมักเสร็จภายใน 2–4 ชั่วโมง ถ้าต้องการให้เร็วขึ้น ให้ลด TTL ของ DNS Record เดิมลงเหลือ 300 วินาที (5 นาที) ก่อนเปลี่ยนอย่างน้อย 24 ชั่วโมง

ระหว่าง Propagation เว็บไซต์ยังออนไลน์อยู่ ผู้ใช้บางส่วนจะเห็น Hosting เดิม บางส่วนจะเห็น Hosting ใหม่ขึ้นอยู่กับ DNS Cache ของ ISP ที่ใช้ ดังนั้นควร อย่าลบไฟล์จาก Hosting เดิมจนกว่า Propagation จะเสร็จสมบูรณ์

ตรวจสอบ Propagation

ใช้เครื่องมืออย่าง whatsmydns.net หรือ dnschecker.org เพื่อตรวจสอบว่า DNS ทั่วโลกชี้มายัง IP ใหม่แล้วหรือยัง เมื่อ Propagation ครบทุกภูมิภาคแล้วก็ถือว่าการ Transfer Hosting เสร็จสมบูรณ์

ย้ายเว็บโดยไม่ให้ Downtime (ลด TTL, ย้ายไฟล์+DB, ทดสอบก่อนสลับ DNS)

หัวใจของการย้ายเว็บแบบ Zero Downtime คือการ "เตรียมเว็บใหม่ให้พร้อมเต็มที่ก่อน แล้วค่อยสลับ DNS เป็นขั้นตอนสุดท้าย" ไม่ใช่ปิดเว็บเก่าแล้วเริ่มย้าย เพราะถ้าทำแบบหลังเว็บจะ Offline ตลอดช่วงที่อัปโหลดและทดสอบ ลำดับที่ถูกต้องเพื่อให้ Downtime เป็นศูนย์มีดังนี้:

  1. ลด TTL ล่วงหน้า: เข้าไปแก้ TTL ของ A Record เดิมให้เหลือ 300 วินาที อย่างน้อย 24 ชั่วโมงก่อนวันย้ายจริง เพื่อให้ DNS Cache ทั่วโลกหมดอายุเร็วตอนสลับ
  2. ย้ายไฟล์และฐานข้อมูลครบก่อน: อัปโหลดไฟล์ทั้งหมดและ Import ฐานข้อมูลขึ้น Hosting ใหม่ให้เสร็จสมบูรณ์ — โดยที่เว็บเก่ายังออนไลน์ให้บริการตามปกติ ผู้ใช้ไม่รู้สึกว่ามีอะไรเกิดขึ้น
  3. ทดสอบบน Hosting ใหม่ผ่าน Hosts File: บังคับให้เครื่องของคุณเห็นเว็บใหม่ก่อนใคร ตรวจทุกหน้าสำคัญและทุกฟังก์ชันให้ผ่านครบ
  4. สลับ DNS เป็นขั้นตอนสุดท้าย: เมื่อมั่นใจแล้วค่อยเปลี่ยน A Record ชี้มา IP ใหม่ เพราะ TTL ต่ำอยู่แล้ว Propagation จึงเร็วและผู้ใช้แทบไม่รู้สึกถึงรอยต่อ

ระหว่างช่วงที่ DNS ยังไม่ Propagate ครบ ทั้งเว็บเก่าและเว็บใหม่ทำงานพร้อมกัน เนื้อหาเหมือนกันทุกประการ ผู้ใช้จึงเห็นเว็บที่ใช้งานได้เสมอไม่ว่าจะถูกพาไปยังเซิร์ฟเวอร์ใด นี่คือเหตุผลที่ ห้ามแก้ไขเนื้อหาหรือลบไฟล์บน Hosting เก่า จนกว่า Propagation จะเสร็จสมบูรณ์ มิฉะนั้นผู้ใช้บางส่วนอาจเห็นเว็บเวอร์ชันเก่าที่ข้อมูลไม่ตรงกัน

ข้อควรระวังเรื่องฐานข้อมูลสด: ถ้าเว็บมีการเขียนข้อมูลตลอดเวลา เช่น ร้านค้าออนไลน์ที่มีคำสั่งซื้อเข้ามาเรื่อย ๆ ให้ Export ฐานข้อมูลอีกครั้งในช่วงสุดท้ายก่อนสลับ DNS หรือเปิด Maintenance Mode สั้น ๆ เพื่อกันไม่ให้คำสั่งซื้อใหม่ตกหล่นระหว่างการย้าย

ย้าย WordPress โดยเฉพาะ (wp-config, ฐานข้อมูล, Search-Replace URL)

WordPress เป็น CMS ที่มีรายละเอียดเฉพาะตัวในการย้าย เพราะ URL ของเว็บถูกบันทึกฝังอยู่ในฐานข้อมูลหลายจุด ทั้งในตาราง options, ในเนื้อหาโพสต์ และใน Metadata ต่าง ๆ การย้ายแบบ Manual ที่ถูกต้องมี 3 ส่วนสำคัญที่ต้องจัดการ:

1. ตั้งค่า wp-config.php ให้ถูกต้อง

หลังอัปโหลดไฟล์และสร้างฐานข้อมูลใหม่บน Hosting ปลายทางแล้ว ให้แก้ค่า DB_NAME, DB_USER, DB_PASSWORD และ DB_HOST ใน wp-config.php ให้ตรงกับฐานข้อมูลใหม่ ถ้า Hosting ปลายทางใช้ Table Prefix ต่างจากเดิม ให้ตรวจค่า $table_prefix ให้ตรงกับที่ Import เข้ามาด้วย มิฉะนั้น WordPress จะมองไม่เห็นตาราง

2. ตรวจ Table Prefix และความสมบูรณ์ของฐานข้อมูล

เปิด phpMyAdmin บน Hosting ใหม่แล้วยืนยันว่าตารางทั้งหมด (โดยทั่วไปขึ้นต้นด้วย wp_) ถูก Import ครบ ไม่มี Error ระหว่างนำเข้า ถ้าฐานข้อมูลใหญ่และ Import ไม่สำเร็จในครั้งเดียว ให้ใช้ WP-CLI คำสั่ง wp db import ซึ่งไม่ติดข้อจำกัดเวลาของ phpMyAdmin

3. Search-Replace URL ในฐานข้อมูล

ถ้าโดเมนยังเหมือนเดิม (ย้ายแค่ Hosting ไม่เปลี่ยนชื่อเว็บ) ส่วนใหญ่ไม่ต้อง Search-Replace แต่ถ้าเปลี่ยนโดเมน หรือย้ายจาก HTTP เป็น HTTPS ต้องแทนที่ URL เก่าด้วย URL ใหม่ทั่วทั้งฐานข้อมูล ห้ามใช้คำสั่ง SQL UPDATE ตรง ๆ เพราะ WordPress เก็บค่าบางอย่างเป็น Serialized Data ที่นับความยาวตัวอักษรไว้ การแทนที่แบบดิบจะทำให้ข้อมูลพัง วิธีที่ปลอดภัยคือ:

หลังย้ายเสร็จ ให้เข้า WordPress Admin ไปที่ Settings → Permalinks แล้วกด Save Changes หนึ่งครั้งเพื่อสร้างกฎ .htaccess ใหม่ ป้องกันปัญหาหน้าโพสต์ขึ้น 404

ย้าย WordPress โดยเฉพาะ: Export/Import ด้วย Plugin

สำหรับเว็บ WordPress มีอีกวิธีที่สะดวกมากคือใช้ Plugin ช่วย Migrate ซึ่งรวมทั้งไฟล์และฐานข้อมูลไว้ในขั้นตอนเดียว

All-in-One WP Migration

Plugin ยอดนิยมที่ใช้งานง่ายมากสำหรับมือใหม่ วิธีใช้คือติดตั้ง Plugin บนเว็บเดิมแล้วเลือก Export ระบบจะสร้างไฟล์ .wpress ที่รวมทุกอย่างไว้ จากนั้นติดตั้ง WordPress ใหม่บน Hosting ใหม่ ติดตั้ง Plugin เดียวกัน แล้ว Import ไฟล์ .wpress นั้นเข้าไป เท่านี้ก็ Migrate เว็บได้ทันที

ข้อควรระวัง: เวอร์ชันฟรีจำกัดขนาดไฟล์ที่ Import ได้ที่ 512 MB ถ้าเว็บมีขนาดใหญ่กว่านั้นอาจต้องอัปเกรดเป็น Pro หรือใช้วิธี Manual แทน

Duplicator

อีก Plugin ที่นิยมใช้กัน สร้าง Package ที่ประกอบด้วยไฟล์ Installer และ Archive ซึ่งสามารถ Deploy บนโฮสต์ใหม่ได้โดยไม่ต้องติดตั้ง WordPress ก่อน เหมาะสำหรับผู้ที่ต้องการควบคุมกระบวนการ Migrate ได้มากกว่า

ข้อผิดพลาดที่พบบ่อยในการย้าย Hosting

จากประสบการณ์กว่า 19 ปีในการให้บริการโฮสติ้งของ AsiaGB ปัญหาที่ลูกค้ามักพบเมื่อย้าย Hosting มีดังนี้:

เคล็ดลับลด Downtime ให้ต่ำที่สุด

ถ้าต้องการให้ Downtime น้อยที่สุดหรือเป็นศูนย์ ให้ทำตามแนวทางนี้:

AsiaGB รองรับการย้ายมาฟรี: เมื่อสมัคร Hosting ใหม่กับ AsiaGB ทีมงานพร้อมช่วยย้ายเว็บไซต์จาก Hosting เดิม ไม่ว่าจะเป็น WordPress หรือเว็บทั่วไป โดยไม่คิดค่าบริการเพิ่มเติม ติดต่อทีมงานผ่านระบบ Ticket ได้เลย

หลังย้าย Hosting เสร็จ อย่าลืมทำสิ่งเหล่านี้

การย้าย Hosting ไม่ได้จบแค่ที่ DNS Propagate สำเร็จ ยังมีสิ่งที่ต้องตรวจสอบตามหลัง:

ตรวจสอบหลังย้าย: SSL, อีเมล และ Broken Links

หลายคนคิดว่าเมื่อหน้าแรกเปิดได้ก็ถือว่าย้ายสำเร็จ แต่จริง ๆ แล้วยังมีสามจุดที่มักมีปัญหาเงียบ ๆ หลังย้าย Hosting และส่งผลต่อ SEO กับธุรกิจถ้าไม่ตรวจ:

1. ตรวจ SSL และ HTTPS

SSL Certificate ไม่ได้ย้ายตามไฟล์มาโดยอัตโนมัติ คุณต้องออกใบใหม่บน Hosting ปลายทาง บน DirectAdmin ของ AsiaGB สามารถออก Let's Encrypt ฟรีได้ในไม่กี่คลิก หลังออกใบแล้วให้ตรวจว่า เว็บเปิดด้วย https:// ได้ทุกหน้า, ไม่มีคำเตือน Mixed Content (รูปหรือสคริปต์ที่ยังโหลดผ่าน http://), และ HTTP Redirect ไป HTTPS อัตโนมัติ ทดสอบได้ด้วยเครื่องมือ SSL Server Test เพื่อยืนยันว่า Certificate Chain ครบถ้วน

2. ตรวจระบบอีเมล

ถ้าใช้อีเมลโดเมนเดียวกับเว็บ ต้องสร้างบัญชีอีเมลทั้งหมดบน Hosting ใหม่ก่อน แล้วชี้ MX Record มายังเซิร์ฟเวอร์ใหม่ ทดสอบทั้ง การส่งออก และ การรับเข้า โดยส่งอีเมลทดสอบไปกลับกับบัญชีภายนอก เช่น Gmail และตรวจว่าไม่ตกลงถังขยะ หากต้องการเก็บอีเมลเก่าไว้ ให้ใช้ IMAP migration หรือดาวน์โหลดผ่าน Mail Client ก่อนปิดบริการเดิม

3. ตรวจ Broken Links และ Asset

หลังย้าย ลิงก์ภายใน รูปภาพ ไฟล์ดาวน์โหลด หรือสคริปต์บางตัวอาจชี้ Path เก่าที่ไม่มีแล้ว ใช้เครื่องมือ Crawl อย่าง Screaming Frog หรือ Broken Link Checker ไล่ทั้งเว็บเพื่อหา 404 จากนั้นเปิด Developer Console (F12) ในเบราว์เซอร์ดูว่ามี Asset ใดโหลดไม่สำเร็จ และตรวจ Google Search Console หลังย้าย 2–3 วันว่าจำนวน Crawl Error ไม่พุ่งสูงผิดปกติ ซึ่งเป็นสัญญาณว่ามีหน้าหรือไฟล์หาย

คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับการย้าย Hosting

การย้าย Hosting จะทำให้เว็บ Offline นานแค่ไหน?

ถ้าทำตามขั้นตอน Zero Downtime คือ เตรียมเว็บใหม่ให้พร้อม ทดสอบผ่าน Hosts File แล้วค่อยสลับ DNS เป็นขั้นตอนสุดท้าย เว็บแทบไม่ Offline เลย เพราะทั้งสองเซิร์ฟเวอร์ทำงานพร้อมกันระหว่าง DNS Propagate ทีมงาน AsiaGB ช่วยย้ายให้โดยตั้งเป้า Downtime เป็นศูนย์

การย้าย Hosting มีผลกระทบต่ออันดับ SEO หรือไม่?

ถ้าย้ายถูกวิธี โดยเนื้อหา URL และโครงสร้างเว็บเหมือนเดิม จะไม่กระทบอันดับ Google มองเห็นแค่ว่าเว็บเปลี่ยน IP ซึ่งเป็นเรื่องปกติ สิ่งที่ต้องระวังคืออย่าให้เว็บ Down นาน อย่าให้เกิด 404 จำนวนมาก และตรวจ SSL ให้ทำงานต่อเนื่อง ถ้าทำครบสามข้อนี้อันดับจะนิ่งเหมือนเดิม

ต้องเก็บ Hosting เดิมไว้นานเท่าไรหลังย้าย?

แนะนำให้คง Hosting เดิมไว้อย่างน้อย 3–7 วันหลังสลับ DNS เพื่อให้ Propagation เสร็จสมบูรณ์ทั่วโลก และเผื่อกรณีต้อง Rollback กลับ เมื่อยืนยันว่าเว็บใหม่ทำงานปกติ อีเมลรับส่งได้ และไม่มี Error ค่อยยกเลิกบริการเดิม

AsiaGB ช่วยย้ายเว็บให้ฟรีจริงหรือไม่?

จริง เมื่อสมัคร Hosting ใหม่กับ AsiaGB ทีมงานช่วยย้ายเว็บไซต์จาก Hosting เดิม ไม่ว่าจะเป็น WordPress หรือเว็บทั่วไป โดยไม่คิดค่าบริการเพิ่ม และตั้งเป้าให้ Downtime เป็นศูนย์ เพียงเปิด Ticket แจ้งหลังสมัคร

ย้ายมา Hosting AsiaGB วันนี้

Web Hosting SSD ไทย พร้อม DirectAdmin, Backup อัตโนมัติ 2 ครั้ง/เดือน Uptime 99% เริ่มต้นเพียง 500 บาท/ปี ก่อตั้งมากว่า 19 ปี

ดูแพ็กเกจ Hosting